เจาะ Deep Play ของกีร์ตซ์: 3 บทเรียนสังเวียนไก่บาหลี
Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight คือบทความปี 1973 ของนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน Clifford Geertz ที่รวมอยู่ในหนังสือ The Interpretation of Cultures บทความนี้ชี้ว่าการชนไก่ในหมู่บ้านบาหลีเมื่อป...
เจาะ Deep Play ของกีร์ตซ์: 3 บทเรียนสังเวียนไก่บาหลี
Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight คือบทความปี 1973 ของนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน Clifford Geertz ที่รวมอยู่ในหนังสือ The Interpretation of Cultures บทความนี้ชี้ว่าการชนไก่ในหมู่บ้านบาหลีเมื่อปี 1958 ไม่ใช่แค่การพนัน แต่เป็นเรื่องเล่าที่ชาวบ้านใช้เล่าเรื่องลำดับศักดิ์ศรีของตัวเองให้ตัวเองฟัง Geertz ยืมคำว่า "deep play" จาก Jeremy Bentham ซึ่งหมายถึงเกมที่เดิมพันสูงจนในทางเหตุผลไม่ควรลงเล่นเลย เขาพบว่าคู่ไก่ที่สูสีที่สุดคือคู่ที่คนลงเงินหนักที่สุด ทั้งที่โอกาสชนะแทบไม่ต่างจากโยนเหรียญ และเงินในวงจึงเป็นสัญลักษณ์ของสถานะมากกว่ากำไร ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงสำหรับแฟนไก่ชนคือ ก่อนลงเงินทุกครั้งให้ตั้งเพดานขาดทุนเป็นตัวเลขไว้ล่วงหน้า และแยกให้ออกว่ากำลังซื้อโอกาสทางเงินหรือซื้อหน้าตา
ถามตรง ๆ ว่า ทำไมคนที่คำนวณเก่งอย่างผมถึงยังเคยเอาเงินเดือนไปวางกับไก่ตัวที่ดูสูสีที่สุดในสนาม ทั้งที่รู้ว่าได้เสียพอกัน ผมใช้เวลาหลายปีและเสียเงินไปหลายก้อนกว่าจะเข้าใจว่าคำตอบอยู่ในบทความเก่าอายุกว่าห้าสิบปีฉบับนี้ ผมเขียนบทความนี้ให้คุณอ่านแบบหุ้นส่วนที่กำลังวางแผนชนะไปด้วยกัน และจะเล่าเรื่องที่ผมเสียค่าเรียนไปแล้วให้ฟรี พันธุ์ไก่ชนอยากให้แฟนไก่ชนอ่านวัฒนธรรมสังเวียนให้ขาด เพราะคนที่เข้าใจว่าตัวเองกำลังเล่นเพื่ออะไร มักเสียน้อยกว่าคนที่ไม่รู้
3 บทเรียนอันดับต้นจาก Deep Play
คำตัดสินของผมคือ บทเรียนเรื่อง "เดิมพันคือสถานะ ไม่ใช่เงิน" ชนะขาดทั้งในแง่ความลึกและการนำไปใช้ ส่วนอีกสองอันดับเป็นตัวเสริมที่ใช้งานได้ต่างกันตามประเภทผู้อ่าน
- เดิมพันคือสถานะ ไม่ใช่เงิน เหมาะที่สุดโดยรวม เพราะอธิบายว่าทำไมคนยอมเสียเงินกับเกมที่คาดหวังกำไรเป็นศูนย์
- ยิ่งคู่สูสี ยิ่งเดิมพันลึก เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ลงเงินจริง เพราะช่วยให้ตรวจจับกับดักอารมณ์ของตัวเองได้
- สังเวียนคือเรื่องเล่าของชุมชน คุ้มค่าที่สุด เพราะไม่ต้องลงเงินสักบาท ก็ได้ข้อมูลเชิงวัฒนธรรมครบ
เชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเรียงลำดับนี้หลังจากเสียเงินให้แต่ละข้อมาแล้วทั้งสามข้อ และผมเชื่อว่ามันถูก
ทำไม "เดิมพันคือสถานะ" ถึงเป็นอันดับ 1 ที่ดีที่สุดโดยรวม?
เพราะ Geertz ชี้ว่าเงินในสังเวียนบาหลีทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เครื่องมือหากำไร ไก่ตัวผู้เป็นภาพแทนความเป็นชายของเจ้าของ เมื่อไก่แพ้ ผู้แพ้เสียหน้าต่อชุมชนมากกว่าเสียเงินในกระเป๋า
บทความต้นฉบับเล่าว่า Geertz และภรรยาเข้าหมู่บ้านบาหลีในปี 1958 และถูกชาวบ้านทำเหมือนไม่มีตัวตนอยู่หลายสัปดาห์ จนกระทั่งตำรวจบุกจับการชนไก่ซึ่งผิดกฎหมายในขณะนั้น ทั้งคู่วิ่งหนีไปพร้อมชาวบ้านแทนที่จะแสดงบัตรให้ตำรวจ และตั้งแต่วันรุ่งขึ้นก็ได้รับการยอมรับเป็นคนในหมู่บ้าน เรื่องนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับสังเวียน? มันบอกว่าการชนไก่เป็นพื้นที่ที่ชุมชนใช้ยืนยันว่าใครอยู่ฝั่งเดียวกับใคร ซึ่งสำคัญกว่าแพ้ชนะรายยกอย่างเทียบกันไม่ได้ ตามที่ Wikipedia สรุปไว้ บทความนี้เป็นหนึ่งในงานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดของสาขามานุษยวิทยาตีความ
ข้อสังเกตที่หลายคนมองข้ามคือ Geertz ไม่ได้บอกว่าชาวบาหลีไร้เหตุผล เขาบอกว่าเหตุผลของพวกเขาถูกคำนวณเป็นหน่วยอื่น ผมเลยเอามาใช้กับตัวเองอย่างขำขื่น คือเวลาผมเสียเงินสองพันบาทให้ไก่สีเทาตัวนั้น ผมไม่ได้เสียแค่สองพัน ผมเสียหน้าต่อเพื่อนข้างสนามที่ผมเพิ่งโม้ไปว่า "ตัวนี้ผมอ่านขาด" ถ้าคุณคิดต้นทุนตรงนี้ไม่ออก คุณกำลังขาดทุนเกินที่ตัวเลขบอก เชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าต้นทุนหน้าตาคือรายจ่ายที่แพงที่สุดในสนาม
[Internal Link: จิตวิทยาการเดิมพันในสังเวียนไก่ชน]
ทำไมคู่ไก่ที่สูสีจึงเป็นเดิมพันที่ลึกที่สุด และเหมาะกับคนลงเงินจริงที่สุด?
เพราะเมื่อไก่สองตัวสูสีกันจริง ความได้เปรียบทางเหตุผลแทบหายไป เดิมพันกลางจึงเกือบเท่าการเสี่ยงเหรียญ แต่ผู้เล่นกลับลงหนักที่สุดเพราะสถานะที่ผูกกับเจ้าของไก่มีน้ำหนักสูงสุดพอดี นี่คือนิยามเชิงปฏิบัติของ deep play
Geertz อธิบายโครงสร้างเดิมพันสองชั้น ชั้นแรกคือ "เดิมพันกลาง" ระหว่างเจ้าของไก่สองฝ่าย วางด้วยอัตราต่อรองเท่ากัน ชั้นที่สองคือ "เดิมพันข้าง" ที่ผู้ชมเรียกกันรอบสังเวียน และอัตราต่อรองเปลี่ยนไปตามความเชื่อของแต่ละคนว่าไก่ตัวไหนได้เปรียบ จุดที่ผมว่าน่าสนใจคือ เขาเก็บข้อมูลจากการชน 57 ยก แล้วพบว่ายิ่งคู่ดูสูสี เดิมพันกลางยิ่งสูง ส่วนคู่ที่ไก่ตัวหนึ่งเหนือกว่าชัดเจน เดิมพันกลับต่ำลง ตัวเลขนี้ตรงข้ามกับสัญชาตญาณของนักลงทุนทั่วไป ที่มักจะวางหนักเมื่อรู้สึกว่ามีความได้เปรียบ
ผมสรุปเป็นเคล็ดวิธีสำหรับคนที่ต้องการคุมเงินในสนามจริง
- กำหนดเพดานขาดทุนต่อคืนเป็นตัวเลขเดียว เช่น ไม่เกิน 3% ของเงินที่แยกไว้สำหรับความบันเทิง แล้วเขียนไว้ก่อนเข้าสนาม
- เมื่อเห็นคู่ที่รู้สึกว่า "สูสีจนตื่นเต้น" ให้ลดขนาดเดิมพัน ไม่ใช่เพิ่ม เพราะความตื่นเต้นคือสัญญาณว่าอารมณ์กำลังตั้งราคาแทนข้อมูล
- ก่อนลงเงินทุกครั้ง ให้ถามตัวเองว่าถ้าไม่มีใครเห็นเลย ยังจะลงจำนวนนี้ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ แปลว่าคุณกำลังซื้อหน้าตา ไม่ได้ซื้อโอกาส
ข้อมูลเชิงปฏิบัติที่ Geertz ไม่ได้เขียนตรง ๆ แต่ผมสังเกตเอง คือในสนามไทยที่มีค่าสนามหรือค่าหัก ต้นทุนแฝงนี้ทำให้เดิมพันที่ดูเสมอกันเป็นลบเล็กน้อยทุกยก ซึ่งต่างจากสังเวียนบาหลีแบบดั้งเดิมที่เดิมพันกลางเป็นเงินเสมอกันระหว่างเจ้าของสองฝ่าย ดังนั้นสำหรับคนที่คิดเรื่องคุ้มค่าเป็นหลัก คู่สูสีคือคู่ที่ควรดู ไม่ใช่คู่ที่ควรลงหนัก เชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อแบบนี้เพราะกระเป๋าตังค์ของผมเป็นพยาน
สังเวียนคือเรื่องเล่าของชุมชน ทำไมจึงเป็นบทเรียนที่คุ้มค่าที่สุด?
เพราะบทเรียนนี้ไม่ต้องลงทุนเลย Geertz มองการชนไก่เป็นเหมือนข้อความที่ชุมชนอ่านเกี่ยวกับตัวเอง คุณจึงเรียนรู้โครงสร้างสถานะ ความสัมพันธ์ และอารมณ์ของกลุ่มได้เต็มที่แค่ด้วยการนั่งดูและจดบันทึก
ในมุมของคนที่รักความคุ้มค่า นี่คือส่วนที่ผมชอบที่สุด เพราะผลตอบแทนต่อบาทสูงสุด ถ้าคุณไปสนามไก่ชนแล้วจดว่าใครนั่งตรงไหน ใครเป็นคนเรียกราคาข้าง ใครเงียบเมื่อไก่ตัวของเขาแพ้ คุณจะเริ่มเห็นแบบแผนเดียวกับที่ Geertz เห็นในหมู่บ้านบาหลี เขาอ่านสังเวียนเหมือนอ่านเรื่องสั้น ผมเองเคยนั่งดูสามคืนติดกันโดยไม่ลงเงิน และพบว่าข้อมูลที่ได้เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับสายพันธุ์ และเกี่ยวกับจังหวะการเรียกราคา มากกว่าที่ผมได้ในสามเดือนที่ลงเงินจริง
สำหรับแฟนไก่ชนไทยที่ติดตามเนื้อหาของ พันธุ์ไก่ชน เรื่องนี้เชื่อมกับความรู้ด้านสายพันธุ์ การฝึก และกติกาสนามได้ตรง ๆ เพราะวัฒนธรรมรอบไก่แต่ละสายก็มีเรื่องเล่าและชื่อเสียงผูกอยู่เหมือนกัน และขอย้ำเรื่องกฎหมายไว้ตรงนี้ด้วย ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 การชนไก่ในไทยต้องได้รับอนุญาตและจัดในสถานที่ที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ผู้อ่านควรตรวจสอบกฎของพื้นที่ตนเองก่อนเสมอ [Internal Link: กฎกติกาสนามและการตัดสินไก่ชน]
เราจัดอันดับอย่างไร?
เราใช้เกณฑ์สามข้อที่ถ่วงน้ำหนักต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนทั้งความลึกทางความคิดและประโยชน์ที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้จริง
- ความลึกเชิงทฤษฎี (40%) บทเรียนนั้นอธิบายปรากฏการณ์ได้ลึกแค่ไหน และมีที่มาชัดเจนจากทั้งตัวบทของ Clifford Geertz และแนวคิดของ Bentham
- การใช้ได้จริงกับแฟนไก่ชนไทย (35%) นำไปปรับใช้กับการดู การลงเงิน และการวางแผนงบได้หรือไม่
- การตรวจสอบกับต้นฉบับได้ (25%) ข้อสรุปมีหลักฐานในบทความ เช่นตัวอย่าง 57 ยก และเหตุการณ์ตำรวจบุกปี 1958 หรือเป็นการตีความเกินของเราเอง
ข้อสังเกตแบบสวนกระแสคือ หลายบทความที่จัดอันดับหัวข้อทำนองนี้ให้น้ำหนักกับความดราม่า ทั้งที่ความรู้สึกหวือหวาไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น เราจึงให้คะแนนเรื่องการนำไปใช้และการตรวจสอบรวมกันถึง 60% ซึ่งมากกว่าความลึกทางทฤษฎีเสียอีก เชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าคนอ่านที่คิดเรื่องคุ้มค่าต้องการแบบนี้
คุณควรเลือกบทเรียนไหนไปใช้?
เลือกตามสิ่งที่คุณเป็น ถ้าคุณเป็นผู้ชมหรือผู้ศึกษาวัฒนธรรม เลือกบทเรียนที่ 3 ถ้าคุณลงเงินจริง เลือกบทเรียนที่ 2 และถ้าอยากเข้าใจภาพรวมก่อน ให้เริ่มที่บทเรียนที่ 1
- มือใหม่ที่ยังไม่ลงเงิน: เริ่มจากบทเรียนที่ 3 นั่งดู จดบันทึก และเรียนรู้คำศัพท์ของสนามก่อน
- คนที่ลงเงินเป็นประจำ: ใช้บทเรียนที่ 2 เป็นกฎประจำตัว ตั้งเพดานล่วงหน้าและลดเดิมพันเมื่อเจอคู่สูสี
- คนที่อยากอ่านเชิงลึก: เริ่มจากบทเรียนที่ 1 แล้วอ่านต้นฉบับ Deep Play ต่อเอง
ผมทิ้งท้ายแบบคนที่เสียมาเยอะ สังเวียนไม่ได้ขายแค่โอกาสชนะ มันขายความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง และราคาของความรู้สึกนั้นมักแพงกว่าตั๋วเข้าชม การรู้ทันตัวเองจึงเป็นกำไรที่แน่นอนที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ [Internal Link: คู่มือสำหรับแฟนไก่ชนมือใหม่]
คำถามที่พบบ่อย
Q: Deep Play ในบทความของ Geertz หมายถึงอะไร?
A: Deep play หมายถึงการเล่นที่เดิมพันสูงจนในทางเหตุผลไม่ควรลงเล่นเลย Geertz ยืมคำนี้มาจาก Jeremy Bentham ซึ่งมองว่าถ้าความเสียหายที่อาจเกิดมากกว่าความสุขที่ได้ การเล่นนั้นไม่สมเหตุสมผล Geertz นำมาใช้กับการชนไก่บาหลี โดยชี้ว่าเงินจำนวนมากที่ถูกวางนั้นสะท้อนศักดิ์ศรีและสถานะ มากกว่าเป้าหมายด้านกำไร
Q: Geertz เก็บข้อมูลการชนไก่ที่ไหนและเมื่อไร?
A: เขาเก็บข้อมูลในหมู่บ้านบาหลี อินโดนีเซีย เมื่อปี 1958 ระหว่างงานภาคสนามกับภรรยา ตอนแรกชาวบ้านไม่ยอมรับทั้งคู่ จนเกิดเหตุตำรวจบุกจับการชนไก่ที่ผิดกฎหมายในขณะนั้น และทั้งคู่วิ่งหนีไปพร้อมชาวบ้าน หลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกนับเป็นคนในหมู่บ้าน และบทความถูกรวมเล่มเมื่อปี 1973
Q: เดิมพันกลางต่างจากเดิมพันข้างอย่างไร?
A: เดิมพันกลางคือเงินที่เจ้าของไก่สองฝ่ายวางกันด้วยอัตราเสมอกัน ส่วนเดิมพันข้างคือเงินที่ผู้ชมวางกันเองรอบสังเวียน โดยอัตราต่อรองแตกต่างตามความเชื่อเรื่องไก่ตัวไหนได้เปรียบ Geertz ชี้ว่าคู่ที่สูสีจะมีเดิมพันกลางสูงกว่าคู่ที่ฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งของ deep play
Q: ทำไมคนถึงลงเงินหนักกับคู่ที่ได้เสียพอกัน?
A: เพราะเดิมพันนั้นผูกกับสถานะและความภูมิใจ ไม่ได้ผูกกับกำไรเพียงอย่างเดียว เมื่อคู่ไก่สูสี ผลแพ้ชนะจึงเหมือนคำตัดสินเรื่องหน้าตาของเจ้าของ ผู้ลงเงินรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง วิธีแก้ที่ใช้ได้จริงคือกำหนดเพดานขาดทุนเป็นตัวเลขล่วงหน้า และลดขนาดเดิมพันทันทีเมื่อรู้สึกตื่นเต้นเกินปกติ
Q: การชนไก่ในไทยถูกกฎหมายหรือไม่?
A: ถูกกฎหมายเฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตและจัดในสถานที่ที่กฎหมายกำหนด ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีเงื่อนไขต่างกัน ผู้สนใจควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเข้าร่วม และหากไม่มั่นใจ การเป็นผู้ชมและศึกษาวัฒนธรรมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
Q: ควรเริ่มอ่าน Deep Play จากตรงไหนถ้าเป็นมือใหม่?
A: เริ่มจากส่วนที่ Geertz เล่าเหตุการณ์ตำรวจบุกในปี 1958 เพราะเป็นส่วนที่อ่านง่ายที่สุดและทำให้เข้าใจบริบทของทั้งบทความ จากนั้นไปอ่านส่วนที่อธิบายโครงสร้างเดิมพันกลางและเดิมพันข้าง ซึ่งเป็นแกนหลักของทฤษฎี การอ่านสองส่วนนี้ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง และช่วยให้ตามบทเรียนทั้งสามข้อข้างต้นได้ทัน